H. pylori คืออะไร? รู้จักเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร พร้อมวิธีสังเกตอาการและการตรวจ

H. pylori หรือ Helicobacter pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร หากมีการติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในทางเดินอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร

H. pylori ทำให้เกิดอาการอะไรได้บ้าง?
ผู้ที่ติดเชื้อ H. pylori บางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่บางรายอาจมีอาการจากการอักเสบของกระเพาะอาหาร เช่น

  • ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ โดยเฉพาะบริเวณท้องส่วนบน
  • แน่นท้องหรือท้องอืด
  • คลื่นไส้
  • เรอบ่อย
  • อิ่มเร็ว
  • มีอาการอาหารไม่ย่อย
  • มีประวัติแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลเป็นซ้ำ

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้จำเพาะกับ H. pylori เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถยืนยันการติดเชื้อจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ การตรวจเพิ่มเติมจึงมีความสำคัญ

H. pylori ติดต่อได้อย่างไร?

การแพร่กระจายของ H. pylori ยังมีรายละเอียดที่อยู่ระหว่างการศึกษา แต่เชื่อว่าสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือสิ่งปนเปื้อนจากอาหารได้ ดังนั้น การรับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด รวมถึงการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ

ตรวจหา H. pylori ได้อย่างไร?

แพทย์สามารถเลือกวิธีตรวจตามอาการ และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยวิธีที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อ ได้แก่

1. การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test)
เป็นการตรวจที่ไม่ต้องส่องกล้อง และสามารถใช้ประเมินการติดเชื้อรวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้

2. การตรวจหาเชื้อจากอุจจาระ
สามารถตรวจหาองค์ประกอบของเชื้อ H. pylori ในอุจจาระ และใช้ติดตามผลหลังการรักษาได้เช่นกัน

3. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น
แพทย์สามารถตรวจดูความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น พร้อมเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจหาเชื้อขณะทำการส่องกล้อง


 4. การตรวจเลือด
สามารถตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้ แต่ไม่เหมาะกับการใช้ยืนยันว่าการติดเชื้อหายแล้ว เนื่องจากภูมิคุ้มกันอาจยังคงอยู่หลังจากกำจัดเชื้อแล้ว

หากพบ H. pylori ต้องรักษาหรือไม่?

หากตรวจพบการติดเชื้อ แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยยาหลายชนิดร่วมกัน โดยทั่วไปประกอบด้วย ยาลดการสร้างกรดร่วมกับยาปฏิชีวนะ และในบางสูตรอาจมียาชนิดอื่นร่วมด้วย ทั้งนี้ สูตรยาและระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับแนวทางการรักษา การดื้อยาปฏิชีวนะ และโรคประจำตัวของผู้ป่วย

หลังการรักษา เชื้อ H.Pylori แนะนำให้ตรวจยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีเชื้อดังกล่าวแล้ว

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

หากมีอาการปวดท้องหรือแสบท้องเรื้อรัง อาหารไม่ย่อยเป็นประจำ ท้องอืด อาการกรดไหลย้อน เรอเปรี้ยว มีประวัติแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการดังกล่าวเป็นๆหายๆ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ

หากมีอาการเตือน เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ กลืนลำบาก อาเจียนต่อเนื่อง หรือมีภาวะซีด ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์โดยเร็ว เพื่อพิจารณาการส่องกล้องทางเดินอาหารร่วมด้วย

H. pylori อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหากระเพาะอาหารที่ไม่ควรมองข้าม การตรวจอย่างเหมาะสมและได้รับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อได้ เช่น แผลในทางเดินอาหาร เลือดออกทางเดินอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง